การชำระเงินฝ่านบัตรเครดิตออนไลน์
คำถามของคุณธีรวัฒน์มีดังนี้ " ผมค้าขายร้านแผงลอยแต่ทำมานานแล้ว ผมได้มีลูกค้าต่างประเทศ ติดต่อค้าขายกัน กระผมให้โอนผ่าน บัญชี บางราย ก็ โอ.เค. แต่บางรายบอกไม่สะดวก แล้วเขาถามผมว่า มีระบบรูดบัตรเครดิตไหม ผมตอบว่าไม่มี ก็เลยไม่ได้ Order เจ้านั้นไป ผมติดต่อ กับธนาคาร คุณสมบัติ ผมไม่ผ่าน
อยากทราบว่า มีตัวแทนหรือบริษัท ที่เรียกเก็บเงินทาง E-comหรือเปล่า ถ้ามีช่วยแจ้งกระผมด้วย"
การชำระเงินฝ่านบัตรเครดิตออนไลน์ถือเป็นการชำระเงินแบบ E-Payment ประเภทหนึ่ง
ผมขอแยกประเด็นตอบก่อนนะครับ การที่ธนาคารจะออก Merchant ID ให้นั้นเขามีกฎดังนี้
- ผู้ขอต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก่อน (ยกเว้น บางธุรกิจ เช่น รีสอร์ต หรือโรงแรม)
- การจดทะเบียนนิติบุคคลต้องมีอายุการดำเนินงานมาอย่างน้อย 1 ปี (จดวันนี้พรุ่งนี้ไปขอก็ไม่ได้นะครับ เพราะเขาจะต้องตรวจสอบสเตรทเม้นทด้วย
- มีเงินค้ำประกัน 1 แสนบาท
กฎเหล่านี้ที่ธนาคารตั้งขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงของการรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิต เพราะต้องเข้าใจก่อนว่า บัตรเครดิตไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในระบบซื้อขายออนไลน์ สังเกตุว่าทุกครั้งที่ท่านชำระผ่านบัตรเครดิตจะต้องเซ็นชื่อกำกับหลังใบสลิปทุกครั้ง และต้องมีบัตรเครดิตให้พนักงานรูด
แต่ การซื้อสินค้าบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น แม้จะมีช่องให้กรอก หมายเลขบัตร ชื่อผู้ถือบัตร วันหมดอายุ (ระบบรักษาความปลอดภัย ใส่เพื่อป้องกันเวลาส่งข้อมูลช่วยป้องกันให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องลักข้อมูล ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น) แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ที่ทำรายการหรือกรอก หมายเลขบัตรเครดิตเหล่านั้นเป็นเจ้าของบัตรหรือไม่ เพราะข้อมูลบนบัตรเครดิตสามารถจะลักกันได้อย่างง่ายดาย เช่นเวลาที่ท่านส่งบัตรให้กับพนักงาน เขาก็สามารถที่จะจดจำได้ หรือบางคนแกล้งเปิดเว็บขายสินค้าถูกๆ ก็หลอกให้คนกรอกบัตรเครดิต ส่งข้อมูลมาให้เขาแล้ว
ดังนั้นการที่ร้านได้รับรหัสอนุมัติจากธนาคาร จึงเป็นเพียงการตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้นว่า ชื่อและหมายเลขบัตรถูกต้อง บัตรที่ใช้ยังไม่หมดอายุ และมีวงเงินพอจ่ายค่าสินค้า เมื่อท่านทำการเรียกเก็บเงิน ธนาคารเขาก็จะต้องออกเงินจำนวนนั้นให้ท่านไปก่อน แล้วก็จะไปเรียกเก็บกับเจ้าของบัตรในงวดบัญชีถัดไป
ทีนี้ถ้าเจ้าของบัตรไม่ได้รับสินค้าจากท่าน เขาก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระเงินจำนวนนั้น ธนาคารก็จะเรียกให้ท่านนำเงินจำนวนนั้นมาคืน (จำนวนเงินที่ธนาคารโอนให้ เขาจะหักเป็นค่าธรรมเนียม 3 % แต่เวลาเรียกคืนธนาคารจะเรียกเต็มจำนวน แถมมีค่าปรับChargeback อีก 200 บาท) ถ้าท่านไม่คืนเขาก็จะหักจากเงินประกันที่ท่านค้ำไว้ ลูกค้าต่างประเทศจึงนิยมใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงถ้าผู้ขายตุกติกไม่ส่งสินค้าให้เขาได้ ในกรณีที่ไม่ได้รับสินค้า เจ้าของร้านค้าอาจนำใบส่งของไปยืนยันเพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บกับลูกค้าอีกครั้ง แต่ในกรณีข้อปฏิเสธของลูกค้าที่ว่า "ไม่ได้ใช้รายการ" นั้น คงจะเป็นเรื่องยากที่จะยืนยันกัน เพราะสถานที่รับสินค้าอาจเป็นคนละที่อยู่ของเจ้าของบัตรก็ได้
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ได้มีการพัฒนาระบบบัตรเครดิตให้รัดกุมขึ้น เช่นต้องใส่พาสเวิลด์ประกอบ เพื่อระบุว่าเป็นเจ้าของบัตรตัวจริงด้วย ซึ่งคงจะเริ่มแพร่หลายในเร็ววันนี้ สำหรับเรื่องที่มีตัวแทนเรียกเก็บเงินหรือเปล่านั้น ปัจจุบัน บริษัท เวโลคอล (ประเทศไทย) จำกัด รู้ดีถึงปัญหาดังกล่าว เลยอนุญาตให้ SME ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล แต่ลองอยากเริ่มต้นค้าขายให้ใช้ Merchant ของบริษัทฯ ไปก่อน โดยให้ธนาคารแยกบัญชีเป็นรายๆ ให้ ด้วยวิธีเหล่านี้ก็จะทำให้ธนาคารทราบ กระแสเงินค่าสินค้าของแต่ละร้าน วันที่ท่านพร้อมจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ก็สามารถเอาประวัติการเงินเหล่านี้มาเจรจากับธนาคาร ก็จะได้รับการผ่อนปรนเรื่องคุณสมบัติต่างๆ ลงได้ (เพราะอย่าลืมว่า ธนาคารก็มีรายได้จากการค้าของท่านด้วย)
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้บริษัทฯ ใช้วิธีบริหารความเสี่ยง โดยชะลอโอนเงินให้กับร้านค้าที่ใช้ Merchant ID ของเวโลคอล 2 เดือน (หลังเรียกเก็บเงิน- เป็นเวลาที่ธนาคารน่าจะไปเรียกเก็บกับเจ้าของบัตรแล้ว) แต่ก็ไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัยนัก เพราะระยะเวลาที่ผู้ถือบัตรสามารถปฏิเสธการใช้บัตรนั้น วีซ่าให้สูงถึง 180 วัน ดังนั้นอีก 4 เดือน เวโลคอลยังต้องแบกรับความเสี่ยงนี้อยู่ แต่ครั้นจะรอจนครบกำหนด แล้วปล่อยวงเงินให้ร้านค้า ก็คงเป็นเรื่องยาก เพราะจะเกิดปัญหาเงินทุนหมุนเวียนตามมา จึงต้องมาคุยรายละเอียดเป็นกรณีๆ ไป เพื่อหาหลักประกันที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
(แหล่งข้อมูล: อ.สิทธิเดช ลีมัคเดช)

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น